ความเป็นมาโครงการ  

ปัจจุบันปัญหาการจราจรบนถนนสุขุมวิท บริเวณทางลงทางพิเศษบูรพาวิถี ด้านหน้านิคม อุตสาหกรรมอมตะนคร เกิดปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและเย็นจะมีรถที่เข้าและออกจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในช่วงนอกเวลาเร่งด่วนจะมีรถบรรทุกขนส่งสินค้าเข้า-ออกนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครตลอดทั้งวัน โดยรถที่ออกจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครที่ต้องการเดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร จะใช้เส้นทางถนนบ้านเก่า (ทางหลวงหมายเลข 3466) ไปยังถนนสุขุมวิท แล้วใช้สะพานกลับรถเพื่อไปยังกรุงเทพมหานคร หรือใช้ทางเข้า-ออกของนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครที่ถนนสุขุมวิท ไปกลับรถที่ถนนเลี่ยงเมืองชลบุรีเพื่อไปยังกรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดการตัดกระแสการจราจรกับรถในทิศทางหลักจากถนนสุขุมวิท ที่ต้องการใช้ทางคู่ขนานเพื่อไปยังถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี ส่งผลให้รถชะลอตัวเกิดปัญหาการจราจรติดขัด และเกิดแถวคอยต่อเนื่องสะสมไปตามถนนสุขุมวิทและถนนภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

ในการประชุมหารือเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2561 ซึ่งมีนายไพรินทร์  โชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ได้มีการหารือเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนสุขุมวิท ช่วงจากทางลงทางพิเศษบูรพาวิถีบริเวณด้านหน้านิคมอุตสาหกรรมอมตะนครถึงถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี โดยการก่อสร้างทางเชื่อมต่อทางพิเศษบูรพาวิถีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี ของกรมทางหลวง (ทล.) โดยที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และกรมทางหลวง พิจารณาจุดเชื่อมต่อระหว่างทางพิเศษบูรพาวิถีกับถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี เพื่อให้ กทพ. ดำเนินโครงการต่อไป

ต่อมาได้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง สนข. ทล. และ กทพ. เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ กทพ. เป็นผู้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการทางเชื่อมต่อทางพิเศษบูรพาวิถีและถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี รวมทั้งศึกษาผลกระทบด้านการจราจร (Traffic Impact Assessment) บริเวณโดยรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายถนนโดยรอบ ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมรองรับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเป็นการแก้ปัญหาการจราจรทั้งระบบอย่างยั่งยืน